Body —— สาระสำคัญ

Androgynous Fashion ผู้ชายใส่กระโปรงเป็นเรื่องธรรมดาจ้ะ

เห็นศิลปินไอดอลหนุ่มๆ บ้านเรา อินกับการทาเล็บ ใส่เสื้อครอป สะพายกระเป๋าแบบที่สาวๆ ใช้ เฉิดฉายบนรองเท้าส้นสูง หรือสวมใส่กระโปรงในชีวิตประจำวันแล้วมันอดกดเลิฟไม่ได้! เพราะเราเองก็เป็นหนึ่งในผู้หญิงที่ชอบลุยเข้าไปช้อปเสื้อผ้าแผนกผู้ชาย (ก็มันหลวมดี และสวยด้วย) ชอบที่ผู้หญิงใส่สูทไปงานแต่งงาน (สบายตัวแท้ๆ) และสนใจแฟชั่นสไตล์ unisex อยู่เป็นทุน

ปรากฏการณ์แฟชั่นอันไม่อาจแยกแยะเพศหรือที่เรียกว่า Androgynous Fashion ที่จริงแล้วไม่ใช่เรื่องใหม่ของวงการแฟชั่นและสังคมเลย คำนี้มันมีมาตั้งแต่ในประวัติศาสตร์ยุคกรีกโบราณ ในภาพวาดยุคเรอเนสซองส์ สู่วงการแฟชั่นและการขับเคลื่อนของเฟมินิสต์ บูมสุดขีดเมื่อมันมาอยู่ในร่างของไอคอนยุค 60-80 ก่อนจะกลับมาปรากฏตัวจริงจังอีกครั้งบนรันเวย์และบนร่างของนายแบบ จนกลายเป็นกระแสเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา

เหล่า Androgyny แต่ละยุคเขาไม่ได้เท่อย่างเดียว แต่ไปไกลกว่าเรื่องแฟชั่น พวกเขามีอิทธิพลต่อแนวคิดเรื่องความหลากหลายทางเพศ ซึ่งแนวคิดนี้มันก็ค่อยๆ ฟูมฟักผ่านการเลือกใส่เสื้อผ้า เติบโตมาเป็นดอกไม้แห่งการยอมรับความหลากหลายในสังคมที่น่าชื่นใจ จนเราอยากเล่าสู่กันฟังใน Pride Month แบบนี้

นิยาม Androgynous Fashion
การแต่งตัวที่ ‘ไม่บ่งบอก ไม่แปะป้าย’ ว่าหญิงหรือชาย

ขอเริ่มจากเข้าใจนิยามของคำว่า Androgyny ซึ่งในพจนานุกรมระบุไว้สองความหมาย ถ้าแปลในทางชีววิทยาจะหมายถึงคนที่ร่างกายมีส่วนผสมทั้ง Masculine (ความเป็นชาย) และ Feminine (ความเป็นหญิง) ในคนคนเดียว แต่ถ้าแปลกันตามนิยามในโลกแฟชั่น/ไลฟ์สไตล์ มันจะหมายถึงคนที่มีสไตล์การแต่งตัวหรือการแสดงออกแบบยากที่จะแยกแยะได้ว่าเป็น Masculine หรือ Feminine นั่นเอง ซึ่งไม่จำเป็นว่าต้องเกี่ยวข้องกับรสนิยมทางเพศแต่อย่างใด

ไม่แปลกใจที่หลายปีที่ผ่านมานี้เราจะได้เห็นการแต่งตัวแบบ Androgynous ในชีวิตประจำวันมากขึ้น ไม่ใช่แค่ในแอพติ๊กต่อก แต่มาจนถึงคนข้างๆ บ้านเราได้ แน่นอนว่ากระแสนี้จุดติดมาจากเหล่าคนดัง นักร้องอย่าง Harry Styles ที่แสดงออกเรื่อง Gender-Mixed ผ่านโททัลลุคสุดปัง นักแสดงอย่าง Jayden Smith (ลูกชายวิล สมิธ) ที่แต่งตัวสไตล์นี้เช่นกัน Ezra Miller กับชุดเดินพรมแดงที่ทั้งจัดเต็มและตราตรึง แรปเปอร์อย่าง A$AP Rocky ที่ทลายเส้นแบ่งในการเลือกใส่สร้อยคอหรือเครื่องประดับ รวมไปถึงนางแบบ LGBTQ+ อย่าง Cara Delevingne จนลุกลามมาถึงคนดังในบ้านเรา ที่โดดเด่นหน่อยก็คือ ต้นหน ตันติเวชกุล และเจมส์-ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ

เหตุผลที่มันบูมในหมู่หนุ่มๆ มากกว่า เพราะ Hidden Agenda ของการเลือกแต่งตัวแบบนี้ คือการต่อต้านอุดมคติแบบลูกผู้ชายในช่วงหลายปีก่อนที่กลายเป็น toxic masculinity เกิดคำถามว่าจริงไหมที่ผู้ชายทุกคนต้องดูแม้นแมน? หรือต้องปฏิบัติตามบทบาททางเพศแบบดั้งเดิม? 

มีการสำรวจรายงานว่า 56% ของผู้บริโภคที่เป็น Gen Z เลือกซื้อเสื้อผ้าแบบไม่สนเพศมากขึ้น โดยกว่า 80% ของผู้ชายที่ทำแบบสำรวจนี้เชื่อว่าเสื้อผ้าผู้ชายเปิดรับการออกแบบสไตล์ผู้หญิงมากขึ้น แถมชาว Gen Z จำนวนนับไม่ถ้วนยังหลงรักผู้ชายที่มี Fem Look โดยเฉพาะสาวๆ ที่ยอมรับว่าสไตล์ Androgynous มันเป็นการแสดงออกถึงความมั่นใจที่ช่างเท่เหลือเกิน

Androgyny ไม่ใช่คำใหม่ แต่ถูกใช้มาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ

เราอาจจะคิดว่า Androgyny คือคำใหม่แห่งทศวรรษ แต่ที่จริงแล้วมันเป็นคำนามที่ถูกใช้ครั้งแรกราวปี ค.ศ. 1850 ส่วนคำคุณศัพท์คำว่า Androgynous ถูกใช้ในศตวรรษที่ 17 ซึ่งรับมาจากภาษาฝรั่งเศสและอังกฤษโบราณอย่าง Androgyne ซึ่งรับมาจากภาษากรีกโบราณอีกทอดหนึ่ง andr- หมายถึง มนุษย์ และ gyne หมายถึง ผู้หญิง 

แนวคิดเรื่อง ‘แอนโดรจีนี’ ก็ต้องย้อนกลับไปในยุคแรกสุดในสมัยกรีกโบราณเช่นกัน ตำนานเล่าเรื่องของเทพเฮอร์มาโฟรดิทัส (Hermaphroditus) และเทพซัลมาซิส (Salmacis) ซึ่งเป็นเทพชาย-หญิงสององค์ที่หลอมรวมเป็นสิ่งมีชีวิตอมตะตัวเดียว และเป็นกรอบอ้างอิงที่ใช้ในวัฒนธรรมตะวันตกมานานหลายศตวรรษ สุดท้ายคำนี้กลายเป็นที่มาคำศัพท์ในทางชีววิทยา ‘Hermaphrodite’ ที่หมายถึงสิ่งมีชีวิตที่มีอวัยวะสืบพันธุ์ทั้งสองเพศในตัวเดียว 

นอกจากวงการชีววิทยา แนวคิดของ ‘แอนโดรจีนี’ ยังเป็นหัวข้อที่แข็งแกร่ง แต่ละเอียดอ่อน ที่อยู่ในการถกเถียงของหลากหลายวงการ ทั้งตำราสาขาดาราศาสตร์ อยู่ในตำนานเชิงเทววิทยาของคริสเตียน อยู่ในวงการปรัชญา และอยู่ในวงการศิลปะ ถ้าลองไปย้อนดูภาพวาดหลายชิ้นจากยุคเรอเนสซองส์ จะสังเกตได้ว่าหลายภาพจะมีตัวละครที่มักไม่ใช่ชายหรือหญิง หรือเป็นทั้งชายและหญิงด้วยนะ แต่เมื่อโลกวิวัฒนาการมาเรื่อยๆ คำนี้จึงถูกนำมาใช้ในวงการที่แพร่หลายมากขึ้นและถูกสร้างนิยามใหม่อีกครั้ง โดยดีไซเนอร์หญิงผู้เป็นตำนานแห่งวงการแฟชั่น!

Androgyny ครั้งแรกในโลกของแฟชั่น
อิสรภาพของผู้หญิง ผ่านการสวมใส่กางเกงแบบผู้ชาย

คุณแม่แห่งวงการแฟชั่นอย่าง Coco Chanel คือคนที่ทำให้ Androgynous Fashion เป็นที่รู้จักอีกครั้งในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 อย่างที่รู้กันว่าเธอคือไอดอลของแนวคิดเฟมินิสต์ (แม้ว่าเธอจะปฏิเสธก็เถอะนะ) เพราะเป็นดีไซเนอร์คนแรกที่ตัดเย็บกางเกงให้ผู้หญิงใส่ มันคือก้าวแรกแห่งความอิสระของผู้หญิง ในขณะที่ยุคนั้นสาวๆ ยังถูกสังคมบังคับให้ใส่คอร์เซ็ตรัดติ้ว ผ้าลูกไม้ และกระโปรงพะรุงพะรังแบบวิคตอเรียนอยู่เลย 

การใส่กางเกงสนับสนุนการก้าวเดินแบบกระฉับกระเฉงของผู้หญิง และส่งผลให้สาวๆ แต่งตัวแบบผู้ชายกันมากขึ้น ลามไปไกลถึงดาราดังในฮอลลีวูดในยุค 30s อย่าง Katherine Hepburn และ Marlene Dietrich ที่ท้าทายกรอบธรรมเนียมดั้งเดิมด้วยการสวมใส่ชุดสูทกางเกงที่ออกแบบมาเพื่อพวกเธอ จนทำให้นักแสดงดาราหญิงอีกหลายๆ คนใส่สูทที่ดูแมนๆ แบบนี้ตามกัน เสียดายที่พวกเธอไม่ได้รับรู้ว่ายุคนี้สาวๆ เขากลับมาอินกับสูทโคร่งแบบผู้ชายกันอีกรอบแล้วนะ

แม้สาวๆ จะถูกจับบทบาทของความเป็นแม่บ้านมายัดใส่มืออีกครั้งในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ขณะที่ชายชาตรีต้องใส่ชุดทหารไปออกรบ แต่จังหวะนั้นเหล่าเฟมินิสต์ก็พากันแสดงออกด้วยการสลัดผ้ากันเปื้อน เกิดเป็นแฟชั่นสไตล์ Unisex แม้กระทั่ง Yves Saint Laurent ก็ทวงคืนอิสรภาพให้ผู้หญิงผ่านการออกแบบชุดทักซิโด้สำหรับผู้หญิงเป็นครั้งแรก 

มูฟเมนต์ในเวฟช่วงปี 60s-70s ที่เปลี่ยนแปลงมุมมองต่อภาพลักษณ์ของผู้หญิงและผู้ชายไปโดยสิ้นเชิง ไม่ได้มีแค่ในวงการแฟชั่น แต่อีกฟากหนึ่งมันก็บูมเหมือนระเบิดเปรี้ยงปร้างอยู่ในวงการดนตรี

Androgyny แบบไอคอนสายดนตรี
ผู้ชายแต่งตัวจัดจ้านคือเท่ เลื่อนไหล ไม่แคร์เพศ!

ถึงจะเกิดไม่ทัน แต่หลายคนน่าจะเคยเห็นการแต่งตัวของ Elvis Presley ในยุค 50s ว่ากันน่าจะเป็นศิลปินคนแรกๆ ที่แสดงให้โลกเห็นว่าแฟชั่นของผู้ชายไม่จำเป็นต้องน่าเบื่อและปรับแต่งให้เหมาะกับผู้ชายโดยเฉพาะได้ 

ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือปรากฏการณ์นกยูงตัวผู้รำแพนหางในยุค 60s หรือ The Peacock Revolution ที่เกิดขึ้นเมื่อเหล่าศิลปินนักดนตรีชายสุดเท่แห่งยุคอย่าง David Bowie และ Jimi Hendrix พากันแต่งตัวจัดเต็มและจัดจ้านไม่แพ้ผู้หญิง  ทั้งเสื้อสีสันลวดลาย ผ้ามันเลื่อมพลิ้วไหว คอระบาย รวมถึงการแต่งหน้าแต่งตากรีดอายไลเนอร์ นิยามของคำว่าเท่บนสไตล์ของศิลปินไอคอนแห่งวงการดนตรียุคนี้ได้สร้างเวทีให้ผู้ชายในยุค 70s และ 80s ได้เดินตามรอยพวกเขาต่อมา เลื่อมคริสตัลและขนนกบนเสื้อผ้าของ Elton John (ดูได้ในหนังเรื่อง Rocketman) คือตัวอย่างของการได้รับอิทธิพลต่อในยุคถัดมา 

การฉีกขนบของการแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสุดแสนอ่อนหวานของร็อกเกอร์ที่สาวกรี๊ดสลบอย่าง Prince คืออีกก้าวของแฟชั่น ที่ไม่มีเรื่องรสนิยมทางเพศมาเกี่ยวข้องอีกต่อไป แต่มันยิ่งใหญ่กว่านั้น เช่นกันกับ Kurt Cobain วง Nirvana ในยุค 90s ศิลปินหนุ่มผมยาวที่มักกรีดอายไลเนอร์และแต่งตัวในชุดเดรส เขาเป็นคนสำคัญในยุคของการปฏิวัติกรันจ์หรือที่เรียกว่า the grunge revolution 

พอเห็นความแซ่บของการต่อต้าน toxic masculinity แล้วหรือยังล่ะ!

Androgyny ฉบับปี 2021
ทุกคนเปล่งประกายได้ โดยไม่ต้องระบุเพศ

ตัดภาพกลับมาที่ปัจจุบัน Androgynous Fashion เจิดจรัสในโลกแฟชั่นฝั่งตะวันตกในนิยามที่เปิดรับความหลากหลาย ทั้งนายแบบนางแบบบนรันเวย์ระดับ Fashion Week ที่แต่งตัวแบบไร้เพศหรือข้ามเพศ แบรนด์เสื้อผ้าที่ออกแบบเสื้อผ้าสไตล์ Unisex กันมามากมายไม่เว้นแม้เสื้อผ้าแนวสตรีท 

แต่ถึงอย่างนั้นแฟชั่นไร้เพศก็ยังถูกเข้าใจหรือนำไปใช้ผิดๆ อยู่บ้าง เคลียร์กันตรงนี้ว่าแฟชั่นไร้เพศ ‘ไม่ได้บ่งบอก Gender Spectrum’ นั่นหมายความว่าไม่ว่าคุณมีรสนิยมหรือเพศสภาพแบบไหนก็ใส่ได้ ไม่ได้บ่งบอกว่าคนใส่เสื้อผ้าแบบนี้จะต้องเป็น LGBTQ+ เสมอไป ไม่ว่าใครก็หันมาแต่งตัวแบบนี้ได้ทั้งนั้น

แฟชั่นไร้เพศ ‘ไม่เท่ากับ Unisex Fashion’ แบบเป๊ะๆ เพราะคำนี้คือคำที่เหล่าแบรนด์มักใช้เวลาออกแบบเสื้อผ้ามาโดยเฉพาะเพื่อให้ใส่ได้ทั้งชายและหญิง แต่ Androgynous Fashion มีความหมายกว้างกว่านั้น นั่นคือการเลือกหยิบเสื้อผ้าอะไรที่ตัวเองชอบมาใส่ก็ได้ โดยไม่ต้องสนใจว่ามันเป็นเสื้อผ้าของเพศไหน ต่อให้คุณเป็นผู้ชายแต่ถ้าเจอรองเท้าส้นสูงในแผนกผู้หญิงที่ใส่แล้วมั่นใจก็จบ!

สไตล์การแต่งตัวแบบ Androgynous Fashion ‘สนับสนุนแนวคิด Body Positive’ หรือการรักร่างกายของตัวเองโดยไม่เอาอุดมคติด้านความงามของสังคมมาเป็นข้อจำกัด เหล่าคนดังที่เลือกแต่งตัวแบบไร้เพศในวันนี้ส่วนใหญ่ก็ได้รับการยอมรับในสังคม นั่นแปลว่า เราทุกคนสามารถที่จะดูดีในแบบของตัวเองได้เช่นกัน

ทำไมเราต้องใส่ใจ Androgynous Fashion

เราเล่าเรื่องนี้ในฐานะคนที่ไม่ใช่เป็นสายแฟชั่นจ๋า และไม่ได้จะบอกว่าลุกขึ้นมาเปลี่ยนสไตล์การแต่งตัวกันเถอะ แต่อยากชวนกันมา ‘มองเห็น’ ปรากฏการณ์บวกๆ ในสังคม วันไหนเห็นเพื่อนข้างบ้านเปลี่ยนสไตล์มาแต่งตัวแบบ Androgynous Fashion ก็ไม่ต้องงงใจ ไม่ต้องด่วนตัดสิน และถ้าเป็นไปได้ก็ส่งยิ้มให้กันสักหนึ่งที

เราคิดว่าข้อดีของการแต่งตัวแบบไร้เพศ นอกจากจะสะท้อนเรื่องการยอมรับความหลากหลายทั้งทางเพศและรูปลักษณ์ ยังช่วยเพิ่มทางเลือกในการแชร์ตู้เสื้อผ้าร่วมกันของทุกคน โอกาสหน้าว่าจะลองแชร์ตู้เสื้อผ้ากับคนบ้านเดียวกันดู น่าจะช่วยให้งดความอยากช้อปเสื้อผ้าใหม่ไปได้ระยะนึงเลยล่ะ  

Content Designer

#อดีตเป็นบรรณาธิการสารคดีนิตยสารวัยรุ่น #เขียนหนังสือบ้างตามโอกาส #ปัจจุบันเป็นเจ้าของบริษัทคอนเทนต์ขนาดเล็ก #กำลังตั้งใจเรียนรู้ที่จะใส่ใจสิ่งรอบตัวมากขึ้นผ่านการเล่าเรื่องราวในไอแอลไอยู

Graphic Designer

#กราฟิกดีไซเนอร์ #เป็นเด็กหญิงMoodyGirl #แต่ถ้าได้กินของอร่อยฟังเพลงเพราะนอนเต็มอิ่มจะจิตใจแจ่มใสและหัวใจพองโต

Read More:

Body สาระสำคัญ

I Need Some Body Positivity ทำไมต้อง ‘ดูดี’ ทั้งที่ก็ต้องอยู่แต่ในบ้าน

วิธีเอาใจออกห่างไวรัสด้วยการหันมาดูแลตัวเอง ทั้ง ‘ข้างนอก’ (body) และ ‘ข้างใน’ (mind)

Body วิธีทำ

ฮาวทูไม่ทิ้ง แต่เก็บยีนส์เก่ามาซ่อมด้วยการเย็บ

เก็บยีนส์เก่าที่ขาดมาซ่อมแบบ visible mending

Body จากผู้ใช้จริง

อยู่บ้าน หยุดเชื้อ แต่หยุดออกกำลังกายไม่ได้!

รีวิวโปรเจกต์วิ่งวันละโล โยคะกับไบรไอนี่ ต่อยมวยตามคลิปยูทูบ อันไหนสนุก ทำที่บ้านไหว และทำต่อเนื่องไปได้ยาวๆ