Play —— สาระสำคัญ

เที่ยวหน้าจะเอายังไง? ถ้าร่างกายต้องการเดินทาง

การระบาดของไวรัสโคโรน่า แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องดีกับใครอย่างที่เห็นได้ในข่าวทุกวัน แต่เมื่อคนทั้งโลกหยุดอยู่บ้าน กลายเป็นว่าเราได้เห็นข่าวที่ส่งผลดีต่อโลกและสิ่งแวดล้อม การแบนการเดินทางที่ไม่จำเป็นและการล็อกดาวน์ของหลายประเทศ ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าเฮ้ย ปัญหาโลกแตกอันเป็นวาระที่โลกต้องคุยกันก่อนหน้านี้ มันดีขึ้น!

ภาพถ่ายดาวเทียมจากนาซ่าบอกว่าอากาศที่จีนดีขึ้นเมื่อปิดประเทศ (คาร์บอนลดลง 25%) คลองที่เวนิซอิตาลีกลับมาใสสะอาดได้เพราะไร้วี่แววของเรือท่องเที่ยว ส่วนที่อินเดียก็พบว่าไนโตรเจนไดออกไซด์ที่เคยเป็นมลพิษทางอากาศก็ลดลง แม้กระทั่งที่เขาใหญ่ โคราชบ้านเราเอง พอร้างไร้นักท่องเที่ยวก็มีภาพสัตว์ออกมาเดินเพ่นพ่านใช้ชีวิตให้เห็น สัญญาณอะไรแบบนี้มันคือการบอกนักเที่ยว (อย่างเราๆ) ให้เพลาๆ การเดินทางของตัวเองใช่ไหม?

ไม่ใช่แค่ภาพข่าวที่เห็น แต่งานวิจัยก็ยังออกมาช่วยกันสนับสนุนอีก

  • Lund University Centre for Sustainability Studies in Sweden (LUCSUS) บอกว่ามี 3 หนทางที่จะช่วยทำให้ก๊าซเรือนกระจกหมดไปได้ไวๆ คือลดการบิน ลดการขับรถ และลดการกินเนื้อสัตว์
  • Nature Climate Change บอกว่าการท่องเที่ยวทำให้ก๊าซเรือนกระจกในภาพรวมของโลกเพิ่มขึ้น 8% โดยเฉพาะการบิน! แถมยังเทียบให้ดูว่า ไฟล์ทบินไปกลับนิวยอร์ก-ลอนดอนครั้งเดียว ใช้คาร์บอนไปเทียบเท่ากับการกินเนื้อสัตว์ถึงสองปี!

อย่างนี้คนชอบเที่ยว หรือใครก็ตามที่เชื่อในรสชาติแปลกต่างที่เราจะได้สัมผัสจากการเดินทางไกล ก็จะเกิดคำถามว่า เมื่อไวรัสผ่านพ้นไปหรือเราเรียนรู้ที่จะป้องกันได้แล้ว เราจะยังไปเที่ยวเหมือนเดิมได้ไหม? แล้วควรรึเปล่า?

มองโลกในแง่ดีกันก่อน จากแนวโน้มที่เราเห็นในสื่อต่างๆ เชื่อว่าหลังวิกฤตโควิด-19 นี้ ปัญหาเรื่องนักท่องเที่ยวล้นเมืองหรือ overtourism จะถูกเก็บมาคิดเยอะขึ้น และคำว่าการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนหรือที่เรียกว่า sustainble tourism จะถูกภาคธุรกิจหยิบกลับมาคิดวิเคราะห์ทบทวนให้มากขึ้นกว่าเดิม ลองมาจินตนาการกันดูว่าเราอาจจะเจออะไรในการเดินทางบ้าง

การท่องเที่ยวยุคใหม่ จะเปลี่ยนไปยังไง?

สนามบินจะเข้มงวด? – เราจะพกพาสปอร์ตดิจิทัลอีกเล่มที่บ่งบอกเรื่องสุขภาพและวัคซีนที่เพิ่งฉีดมา เมื่อไปถึงสนามบินต้องเดินเข้าเครื่องฆ่าเชื้อทั้งตัว เดินไปมาในสนามบินต้องระวังชนกับหุ่นยนต์ทำความสะอาดระบบยูวี หลังจากนี้เราอาจจะไม่ต้องเดินไปเช็กอินกับมนุษย์อีกต่อไปแต่ใช้เครื่องหรือผ่านมือถือแทน คิวตรวจคนเข้าเมืองคงยาวเหยียดเพราะต้องตรวจโรคด้วย และตอนตรวจกระเป๋าดูท่าทางจะต้องเข้มงวดกวดขันหนักขึ้นอีกหนึ่งเบอร์ 

บนเครื่องบินจะไม่มีรอยยิ้ม? – สจ๊วตหรือแอร์โฮสเตสอาจจะยิ้มให้แต่เราคงไม่รู้ เพราะเขาหรือเธอ (รวมทั้งเรา) ต้องสวมหน้ากากตลอดเวลา หรือเครื่องแบบของพวกเขาอาจจะเปลี่ยนไปกลายเป็นชุดป้องกันติดเชื้อหรือ PPE ผู้โดยสารคงจะต้องนั่งกันห่างๆ ที่เว้นสองที่ นั่นแปลว่าราคาตั๋วอาจจะแพงขึ้นไปอีกด้วยเหตุผลของความห่างนี้ ซึ่งจะทำให้เราขึ้นเครื่องบินกันน้อยลงกว่าเดิม…

สายการบินจะปรับตัวเพื่อโลก? – นอกจากการดูแลเรื่องความปลอดภัยและความสะอาดที่จะทำให้ต้นทุนสูงขึ้นจนค่าตัวพุ่ง อาจจะถึงเวลาที่สายการบินต้องทบทวนการใช้คาร์บอนของตัวเองไปพร้อมกัน ว่าถึงเวลาที่ต้องลงทุนเพื่อสิ่งแวดล้อมด้วยเหมือนกัน เราอยากเห็นวิศวกรหันมาออกแบบและพัฒนาเครื่องบินที่ใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ หรือพลังงานไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยลดก๊าซเรือนกระจกไปได้ถึง 60% จากเดิม

โรงแรมจะมินิมอล? – นอกจากจะเพิ่มมาตรฐานความสะอาด ลดการบริการที่ต้องมีการสัมผัสกัน ห้องพักก็อาจจะตกแต่งแบบมินิมอลขึ้น อะไรไม่จำเป็นก็ไม่ต้องเอามาตกแต่งให้เสี่ยงโรคอีก (เช่น คงไม่มีอีกแล้ว พวกสมุด ปากกา กระดาษเขียนจดหมาย แมกกาซีน หมอนอิงวางทั่วห้อง) อาหารบุฟเฟต์ยามเช้าอาจจะสลายเป็นอาหารจานเดียวเหมือนโรงอาหาร รับแล้วไปนั่งกินแบบมีระยะห่าง กุญแจห้องอาจจะเป็นแบบดิจิตอลหรือสแกนได้จากมือถือ พวกยิมและสระว่ายน้ำคงต้องกำหนดระยะห่างแบบชัดเจน 

แล้วนักท่องเที่ยวอย่างเราล่ะ ควรจะเปลี่ยนไปยังไง?

ยอมรับแต่โดยดีว่าโควิด-19 ได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตพวกเราหลายๆ คน (ที่ไม่ได้อยู่ในความลำบาก) ให้กลายเป็นชีวิตที่ช้าลงไปแล้ว และถ้าเรามีพลังลุกขึ้นมาทำอาหารเอง ออกกำลังกายที่บ้าน นั่งสมาธิเวลาฟุ้งซ่าน นั่นแปลว่าพวกเราก็มีพลังที่จะเปลี่ยนแปลงเรื่องการท่องเที่ยวให้ช้าลง คิดถึงสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น และยั่งยืนขึ้นหลังโควิด-19 ได้เหมือนกัน

เที่ยวไกลๆ ให้น้อยลง – เริ่มง่ายๆ จากที่เคยเที่ยวเมืองนอกปีละ 5-6 ครั้ง ลองลดจำนวนลงมาเหลือครั้งเดียว แต่เต็มอิ่มไปเลยดีกว่าไหม หลังจากนี้อาจจะไม่มีตั๋วโปรมาทำให้เราหวั่นไหวมากเท่าเดิม เราก็อาศัยจังหวะนี้แหละลดจำนวนไปเลย ข้อดีคือเราจะได้ ‘ใช้เวลาก่อนเดินทาง’ ไปกับการทำความเข้าใจจุดหมายปลายทางของเรามากขึ้นก่อนจะไป ซึ่งสิ่งนี้จะทำให้เราเที่ยวได้อย่างลึกซึ้ง ซึมซับ และมีคุณภาพกว่าเดิม

“Overtourism is just another form of overconsumption” 

คือคำกล่าวของ Shannon Stowell, CEO of the Adventure Travel Trade Association 

เรามาใช้เวลานี้คิดทบทวน แล้วทำการเที่ยวให้น่าจดจำยิ่งขึ้นดีกว่า

ผจญภัยในที่ใกล้ๆ ให้มากขึ้น – Local Tourism หรือการเที่ยวในชุมชนเป็นอิมแพกเล็กๆ ที่ช่วยทั้งสิ่งแวดล้อมและธุรกิจชุมชนให้ดำรงอยู่ได้ แทนที่จะต้องบินไปชายหาดบนเกาะแสนไกลในต่างแดน เราลองหันมองหาชุมชนเล็กๆ ในบ้านเราที่หาดอาจจะไม่ได้สวยที่สุด แต่มีวัฒนธรรมและสิ่งใหม่ให้เราค้นหาอีกเยอะ

คิดก่อนบิน – ถ้าต้องบินสักครั้งต่อปี การเลือกบินก็สำคัญ อย่าลืมว่า business class มันสบายขาก็จริง แต่ยิ่งสนับสนุนให้คาร์บอนมากกว่าเดิม เพราะจำนวนที่นั่งต่อเครื่องลดลงไปอีก ฟังดูเป็นเหมือนการช่วยได้นิดหน่อย แต่การเลือกของเรามีผลต่อการผลักดันนโยบายของสายการบินได้อีกทางเหมือนกัน 

ไปถึงแล้ว ก็ต้องช้าให้หมด – การช่วยลดคาร์บอนให้ได้มากที่สุดเมื่อไปถึงปลายทาง คือการแสดงความเคารพต่อสถานที่และสิ่งแวดล้อมนั้นอย่างแรงกล้า อย่าลืมตัวว่าเราไปเป็นแขกของที่นั่น ด้วยการเลือกที่พักและกิจกรรมที่ไม่ขัดต่ออุดมการณ์ความยั่งยืน ไม่รบกวนชุมชน สัตว์ป่า และสิ่งแวดล้อม เลือกการเดินทางที่กรีนให้ได้มากที่สุด รวมไปถึงการเลือกสนับสนุน Local Tour ที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชุมชนได้ด้วย

ระวังธุรกิจเขียวไม่จริง – มองหาความกรีน ก็ต้องเลือกและดูให้ดีว่าธุรกิจที่เราอุดหนุนนั้นโปร่งใสเรื่องความกรีนแค่ไหนด้วย ไม่ใช่แค่อุดมการณ์ลมๆ แล้งๆ ที่หลอกให้เราเชื่อสนิท

“ยังไงร่างกายก็ยังต้องการเดินทาง”

ไม่ใช่แค่เพราะตัวเอง หรือจิตวิญญาณของนักเดินทางอย่างเดียว แต่ธุรกิจท่องเที่ยวมีคนข้องเกี่ยวอยู่ในนั้นจำนวนมหาศาล (โดยเฉพาะในบ้านเรา) แม้ว่าโควิด-19 จะทำให้เราขลาดกลัวที่จะเชื่อมต่อกับโลกเหมือนแต่ก่อน แต่วิกฤตนี้ก็ทำให้เราอยากจะหันมาเข้าใจและเห็นใจผู้คนรอบกายมากขึ้น ทำให้เราอยากเปลี่ยนมุมมองต่อการเที่ยว รวมไปถึงสิ่งแวดล้อมบนโลกที่เราหรือคนรุ่นถัดไปต้องอยู่ด้วยกันไปอีกนานๆ 

ดังนั้น ถ้าเราผ่านเรื่องนี้ไปด้วยกันได้แล้ว

ก็มาเที่ยวให้ช้าๆ ลงกันเถอะนะ

อ้างอิง

Content Designer

#อดีตเป็นบรรณาธิการสารคดีนิตยสารวัยรุ่น #เขียนหนังสือบ้างตามโอกาส #ปัจจุบันเป็นเจ้าของบริษัทคอนเทนต์ขนาดเล็ก #กำลังตั้งใจเรียนรู้ที่จะใส่ใจสิ่งรอบตัวมากขึ้นผ่านการเล่าเรื่องราวในไอแอลไอยู

Graphic Designer

#กราฟิกดีไซเนอร์ #เป็นเด็กหญิงMoodyGirl #แต่ถ้าได้กินของอร่อยฟังเพลงเพราะนอนเต็มอิ่มจะจิตใจแจ่มใสและหัวใจพองโต

Read More:

Play จากผู้ใช้จริง

ตามพ่อแม่ไปดู ว่าทำไมสวนลุมถึงเป็น Third Place ของสูงวัย

แชร์โล Third Place ของผู้สูงวัย เขาไปทำอะไรที่สวนลุมทั้งวัน

Play จากผู้ใช้จริง

<strong>ตู้กดฝีมือคนไทย ที่ไม่มีใครนั่งอยู่ข้างใน</strong>

แต่นั่งในใจผู้บริโภค จนต้องขอรีวิว!

Play จากผู้ใช้จริง

วิถีติ่งไอดอลอย่างเรา ไปทำอะไรกันที่ ‘คาเฟ่วันเกิด’

รู้จัก ‘คาเฟ่วันเกิด’ อีเวนต์ที่ทำให้เราอยากออกนอกบ้านทุกสัปดาห์